วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

แบบทดสอบขำๆ : นี้เป็นคำถามจิตวิทยา...แม่นดีลองทำกันดูนะ(อย่าแอบดูเฉลยก่อนละ)



 1. คุณกำลังเดินไปตามทางเดิน แล้วเห็นอะไรอยู่รอบตัว  
  • ก. ป่าทึบ มองขึ้นข้างบนแทบไม่เห็นท้องฟ้า            
  • ข. ทุ่งข้าวโพดเหลืองอร่ามตัดกับสีขอบฟ้า            
  • ค. เนินเขาสีเขียว เห็นภูเขาอยู่ลืบๆ  
2. คุณเห็นอะไรตกอยู่ข้างๆ เท้า  
  • ก. กระจก        
  • ข. แหวน        
  • ค. ขวด
3. เก็บมันขึ้นมาไหม  
  • ก. เก็บ        
  • ข. ไม่เก็บ
4. เดินต่อไปเจอแหล่งน้ำ แหล่งน้ำที่ว่าคือ…
  • ก. ทะเลสาบใส      
  • ข. น้ำตก      
  • ค. ลำธาร
5. กุญแจที่จมอยู่ในน้ำซึ่งคุณกำลังจะเก็บขึ้นมานั้นมีลักษณะอย่างไร
  • ก. กุญแจบ้าน      
  • ข. กุญแจโบราณ      
  • ค. กุญแจล็อคเกอร์เล็กๆ
6. ต่อมาเจอะบ้านหลังหนึ่ง บ้านหลังนั้นเป็นบ้านแบบไหน
  • ก. แมนชั่นหรูแบบละแวกฮอลลีวู้ด          
  • ข. กระท่อมพร้อมสนามหญ้า          
  • ค. ปราสาทสวยโทรมๆ  
7. แล้วทำยังไงต่อ
  • ก. มองเข้าไปทางหน้าต่าง          
  • ข. เข้าไปสำรวจ          
  • ค. ไม่สน… แล้วเดินต่อไป  
8. ทันใดนั้นก็มีบางอย่างกระโจนใส่ ทำให้คุณตกใจ สิ่งนั้นคือ
  • ก. หมี          
  • ข. พ่อมด          
  • ค. เหยื่อที่ใช้ตกปลา  
9. ด้วยความตกใจคุณจึงวิ่งไปจนถึงกำแพงมีประตูคุณจึงมองลอดรูกุญแจก็เลยเห็น
  • ก. สวนเขียวขจีในบริเวณบ้านหลังหนึ่ง          
  • ข บ่อน้ำกลางทะเลทราย          
  • ค. ชายหาดและเกลียวคลื่น
*********************เฉลยคำถาม***************
คำถามที่ 1 ทัศนคติของคุณเกี่ยวกับตัวเอง
         
ก. คนอื่นมองว่าคุณเป็นคนที่น่าสนใจเพราะคุณปกปิดตัวตนที่แท้จริงเพื่อนๆรักคุณเพราะคุณเป็นนักฟังที่ดี
         
ข. เป็นคนฉลาด ซื่อสัตย์และน่ารักเป็นมิตรกับทุกคนและไม่ค่อยมีเรื่องกับใครแถมยังเป็นตัวแทนของความร่าเริง
            
สนุกสนาน ใครๆจึงมักจะเข้ามาพูดคุยด้วย
         
ค. เป็นคนติดดิน และผู้คนเขาก็รักคุณเพราะนิสัยเป็นคนตรงๆ นี่แหละคุณคือนักไกล่เกลี่ยปัญหาเพราะคุณ
           
จะรับฟังความของทั้งสองฝ่ายก่อนตัดสินว่าใครถูกใครผิด
คำถามที่ 2 ลักษณะของคู่รักที่คุณมองหา
         
ก. แฟนคุณต้องเป็นคนที่จะร่วมชีวิตกันในอนาคต แต่คุณควรเปิดใจให้กว้างเพราะเขา/เธอที่สมบูรณ์ตามแบบ
            
ของคุณ อาจไม่ค่อยมีเสน่ห ์มากนัก
         
ข.คุณป็นคนโรแมนติกยามรักก็จะทุ่มเทเพื่อถนอมรักไว้ให้ดีที่สุดเพราะคุณเชื่อว่ารักแท้จะคงอยู่ตลอดกาลและ
            
คุณก็อยากให้แฟนห่วงใยดูแลคุณเสมอ
         
ค. คุณชอบคนที่กล้าแสดงความเก่ง ทะเยอทะยาน และ จริงจัง ฉะนั้นพวกหล่อ/สวยอย่างเดียวน่ะไม่ผ่าน
คำถามที่ 3 ความพร้อมที่จะผูกมัดกับใครซักคน
         
ก. ถ้าใช่ก็ได้เลย
         
ข. ดูใจกันไปเรื่อยดีกว่า
คำถามที่ 4 รักคุณซึมลึกขนาดไหน
         
ก. คุณจริงจังกับความสัมพันธ์เอามากๆ ถ้าพบคนที่ใช่คุณก็จะรักเขา/เธอคนั้นสุดหัวใจ
         
ข. เพศตรงข้ามคิดว่าคุณเซ็กซี่มากเพราะคุณหว่านเสน่ห์เก่งชาย/หญิงหลายขโยงจึงพากัน หลงใหลคุณ
         
ค. ทักษะการจีบของคุณเป็นเลิศ คุณจึงเปลี่ยนคู่ควงได้ไม่ซ้ำหน้า
คำถามที่ 5 ความสำคัญของการศึกษา
         
ก. การศึกษาสำคัญน้อยกว่าโลกภายนอกที่รออยู่เบื้องหน้าลึกๆแล้วคุณอาจจะอยากเริ่มทำงานและออกมาอยู่เอง
         
ข. การศึกษาสำคัญที่สุดคุณอยากเรียนหนักๆจะได้ซึมซับความรู้ไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
         
ค. คุณอาจจะไม่ชอบเรียน แต่มีความคิดดีๆมากมายคุณเชื่อสัตชาตญาณและสมองของตัวเองฉะนั้นคุณอาจลง
            
เอยด้วย อาชีพที่ไม่เหมือนใคร
คำถามที่ 6 งานเหมาะๆ
         
ก. คุณมีเป้าหมายเยอะและพยายามทำทุกอย่างสุดๆงานที่ชอบจึงต้องเป็นงานที่ได้แสดงพลังคุณปรารถนา
            
ความสำเร็จอย่างที่สุด
         
ข. คุณยึดหลักความเป็นจริงในการเลือกอาชีพและมุ่งมั่นจะเติบโตในสายงานที่คุณเลือก
         
ค. อาชีพที่คุณฝันไว้เป็นไปได้ยากในชีวิตจริงน่าจะมองๆหาอะไรใกล้ตัวทำไปก่อนดีกว่าไม่งั้นอาจเศร้า
คำถามที่ 7 ความสำเร็จมีความหมายแค่ไหน
         
ก. คุณกลัวล้มเหลวเลยไม่กล้าเริ่มต้นจงอย่าเพิ่งยอมแพ้เสียตั้งแต่ยังไม่ลงมือทำ
         
ข. คุณมั่นใจว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จ เพราะจะไม่มีสิ่งไหนมากั้นขวางคุณได้
         
ค. ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องใหญ่คุณพอใจในสิ่งที่มีอยู่และชอบที่จะอยู่กับคนที่คุณรักมากกว่าจะทุ่มชีวิตไปกับ
             
การงานหรือดำรงตำแหน่งสูง
คำถามที่ 8 คุณกลัวอะไรมากที่สุด
         
ก. คุณกลัวที่จะไม่มีใครให้พึ่ง หรือกลัวเลี้ยงตัวเองไม่ได้
         
ข. คุณกลัวในสิ่งที่ตัวเองควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเพื่อกลบเกลื่อนคุณก็เลยใช้อำนาจบาตรใหญ่เกินไปบ้าง
         
ค. คุณเป็นห่วงภาพลักษณ์ของตัวเองในสายตาคนอื่นเอามากๆ              จึงพยายามสุดชีวิตที่จะได้รับการยอมรับจากผู้คนคุณต้องเชื่อในการตัดสินใจของตัวเองบ้างแล้ว
คำถามที่ 9 ตัวตนของคุณคือ
         
ก. คุณเป็นผู้ใหญ่มีความคิดความอ่าน ซื่อสัตย์ กล้าแสดงความเห็นผู้คนจึงมาขอคำปรึกษาในเรื่องต่างๆ             แต่คุณอาจแย่ถ้าเจอปัญหาที่ต้องใช้หัวใจมิใช่สมอง
         
ข. คุณต้องการความเป็นส่วนตัวมากๆ เพราะชอบอยู่กับความคิดของตัวเองและมักจะแว่บหายยามเข้าตาจน             แต่คุณจะรู้สึกดีขึ้นถ้าระบายกับคนที่คุณไว้ใจซะบ้าง
         
ค. คุณเป็นคนที่เต็มที่กับชีวิตและกล้าแสดงออก แต่เดาอารมณ์ยากและเปลี่ยนความคิดได้เรื่อยๆ บางครั้ง
            
คุณก็เหมือนมหาสมุทรสงบได้แต่ไม่นาน

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แบบทดสอบขำๆ : บางสิ่งที่คุณ...คาดไม่ถึง




มาทดสอบสมองของคุณกันหน่อย 

แล้วคุณจะรู้ว่า มันไม่หมูอย่างที่คิด 



cid:_1_05AE100005AE0CDC00070EFC4725762C

ลองนับข้อความด้านล่างต่อไปนี้ว่ามีอักษร F อยู่กี่ตัว 
นับหนเดียวนะครับ ตั้งใจให้ดี... 

FINISHED  FILES ARE THE RE
SULT OF YEARS OF SCIENTI
FIC STUDY  COMBINED WITH
THE EXPERIENCE OF YEARS... 
  






คุณนับได้เท่าไหร่ค่ะ 






ถ้าคุณนับแล้วไม่ได้ ตัว คุณผิดครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ผมให้โอกาสคุณกลับไปนับใหม่นะครับ เอ้าลองดู... 











เหตุผลที่คุณนับไม่ได้ เพราะ สมองของคุณไม่สามารถรับคำว่า OF หลาย ๆ ตัวในเวลาเดียวกันได้ 

cid:_1_05AE1CD405AE0CDC00070EFC4725762C






แต่หากคุณนับได้ ตัว ตั้งแต่ครั้งแรก คุณค่อนข้างมีสมองที่ดีเลิศดั่งอัจฉริยะเลยทีเดียว 

cid:_2_05AE21B005AE0CDC00070EFC4725762C



หากคุณนับได้ ตัว ถือว่าสมองของคุณปราดเปรื่อง 
หากคุณนับได้ ตัว ถือว่าค่อนข้างดีครับ 
แต่หากนับได้ ตัว อย่าเสียใจ เพราะถือว่าสมองอยู่ในขั้นธรรมดา 
แต่หากนับได้ หรือ ตัว ผมว่านอกจากต้องเช็คสมองแล้ว ยังต้องเช็คสายตาด้วยนะครับ

ส่งเรื่องนี้ไปให้เพื่อนลองทดสอบดู 
แล้วเพื่อนคุณจะรู้สึก แปลก กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา.

 credit:forward mail

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

จิตวิทยาบุคลิกภาพ (ทฤษฎี) : พัฒนาบุคลิกภาพ แนว จิตวิเคราะห์



จิตวิทยาบุคลิกภาพ กลุ่ม จิตวิเคราะห์ มีนักจิตวิทยาที่สำคัญๆ 3 ท่าน ได้แก่

  1. Alfred Adler
  2. Karen Horney
  3. Harry Stack 
โดยวันนี้เราขอกล่าวเอาทฤษฎีของคุณ Alfred Adler เป็นอันดับแรกก่อน


Alfred Adler (1870-1937) 



    แนวคิดที่คุณ Adler เชื่อเกี่ยวกับมนุษย์คือ
มนุษย์ต่อสู้เพื่อความสมบูรณ์แบบ
มนุษย์มีเป้าหมายของชีวิต
ต่อสู้เพื่อลบปมด้อย
พฤติกรรมเกิดจากเป้าหมายของชีวิต (ความคิดนำพฤติกรรม)
มนุษย์มีแรงผลักดันให้ทำสิ่งที่ดียิ่งๆขึ้น

เป้าหมายของชีิวิตตามแนวคิดของ Adler มี 2 ช่วง
       ช่วงแรก คือ เป้าหมายแห่งการมีอำนาจ และเป้าหมายช่วงสุดท้ายคือ ความเหนือกว่า (superior) เป้าหมายที่ต้องการความเหนือกว่าตัวนี้นี่เองที่ทำให้มนุษย์ดำเนินชีวิตไปทางที่ดีหรือไม่ก็ได้

       นอกจากเป้าหมายในชีวิตแล้ว มนุษย์ยังประกอบไปด้วยจิตใจ ซึ่งสุขภาพจิตของเรายังขึ้นอยู่กับสังคมที่เราอยู่อาศัย ถ้าเรามีสังคมดี สุขภาพจิตเราก็จะดี ถ้าเราอยู่ในสังคมที่ไม่น่าอยู่ สุขภาพจิตเราก็จะแย่ ตัวสุขภาพจิตที่ดีหรือไม่ดี จึงมีผลต่อมุมมองที่เรามีต่อปมด้อยของเรา และเราจะตะเกียดตะกายต่อสู้กับมันหรือไม่ก็ยังขึ้นอยู่กับค่าของสังคม สังคมยิ่งมีความซับซ้อน เราก็ยิ่งต่อสู้มาก ผลของปมด้อยจึงส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมมาสู่เรา แต่จะดีหรือร้ายก็แล้วแต่บุคคลนั้นๆด้วย

       ปมด้อยของเรามาจากตัวเรา ความคิดของเรา เราสามารถมองสิ่งต่างๆให้เป็นปมด้อยได้ ทั้งนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นจริงแต่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดของตัวเราเอง

(กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ตัวทฤษฎีของ Adler จึงมีปัญหาเกี่ยวกับความไม่รู้จักพอของมนุษย์ มนุษย์ดูเหมือนว่ามีความต้องการตลอดเวลา)

        แล้วมนุษย์สร้างบุคลิกภาพของตัวเองจากอะไร?
       Adler บอกว่า มนุษย์นั่นสร้างบุคลิกภาพของตันเองจาก ประสบการณ์ และ สิ่งที่ได้รับจากบรรพบุรุษ (เป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่ นิสัย ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม เป็นต้น ) แล้วหล่อหลอมเข้ากับตัวตน สร้างสรรค์บุคลิกของตนเอง(Creative life) และมีวิถีชีวิตเฉพาะ(Style of life)ของตัวเอง (Adler ไม่ได้มองมนุษย์แบบเหมารวม แต่มองเป็นปัจเจก)

ต่อไปนี้ขอกล่าวถึงพัฒนาการทางบุคลิกภาพตามแนวของ Adler แบบละเอียดกันดีกว่าค่ะ

          คงพูดไม่ได้ว่าเราเป็นผู้ใหญ่ (จะใหญ่น้อยใหญ่มากก็แล้วแต่) อย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร ถ้าเราไม่เคยผ่านวัยเด็กของเรามาเลย ในช่วงตอนเราเป็นเด็ก โดยส่วนมากแล้วเราก็จะได้รับอะไรหลายๆอย่างจากพ่อหรือแม่ของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ท่านสอน หรือ สิ่งที่ท่านแสดงออก เราจะรับรู้ได้โดยตรง หรือ เก็บมาจำโดยไม่ตั้งใจ ต่างมีผลต่อเราแทบทั้งสิ้น จุดๆนี้เองที่ทำให้ท่านมีบทบาทสำคัญมากๆในการที่จะ support หรือ destroy การพัฒนาวิึึถีชีวิตของลูกตัวเอง พูดได้ว่าประสบการณ์ที่เราได้รับจากท่านเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

          แล้วเคยสงสัยมั้ยว่าทำไม? พี่ๆ น้องๆ ของเราถึงได้เราการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน หรือ เคยสงสัยมั้ย? ว่าการที่เราเป็นลูกคนเดียว ทำไม ถึงไม่เหมือนกับเพื่อนที่มีพี่น้องหลายคน

Adler บอกว่า ลำดับการเกิด (Birth order) มีผลต่อการปฏิบัติที่พ่อแม่มีให้ เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พ่อแม่จะปฏิบัติต่อลูกทุกคนได้เหมือนกันๆ เพราะลูกก็ไม่ใช่คนเดียวกัน เวลา สถานที่ สิ่งแวดล้อม สภาพการณ์ ก็ไม่เหมือนกัน ทำให้ลูกได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันไปด้วย


ลักษณะของเด็กตามลำดับที่เกิด

1.ลูกคนแรก
  • เกิดมาก็เป็นศูนย์กลางของความสนใจ ได้รับความสนอกสนใจจากพ่อแม่ อาจจะรวมถึงญาติๆด้วย หากเป็นหลานคนแรก เพราะอยู่ในช่วงที่ยังไม่มีน้องคนไหนเกิดตามมาก 
  • การที่รับความสนใจ จึงทำให้ลูกคนแรกรู้จักถึงเรื่องอำนาจมากที่สุด และยังเอาอำนาจตัวนี้มาปรับใช้กับน้องๆที่ตามมาด้วย แต่จะเกิดความรู้สึกสูญเสียอำนาจเมื่อมีน้องคนรองเกิดตามมา
  • ได้รับแรงกดดันมากกว่าน้องๆ
  • ลูกคนแรกยังได้ชื่อว่าเป็น จักรพรรดิผู้ถูกโค่น
2.ลูกคนกลาง
  • ด้วยความที่พี่คนโตได้รับทั้งความสนใจ และ โตมาก่อน ทำให้น้องคนนี้อยากจะเอาชนะ และ อยากแข่งขันให้เท่าเทียมพี่
3.ลูกคนสุดท้าย
  • มีแนวโน้มที่จะเอาแต่ใจมากที่สุด ช่างประจบ ชอบให้คนอื่นช่วยเหลือ 
  • ได้รับความรักจากพ่อแม่และพี่ๆ ค่อนข้างมาก ถ้าเลี้ยงดีก็จะดีมากแต่ถ้าเลี้ยงตามใจมากเด็กอาจเสียในที่สุด
4.ลูกคนเดียว
  • มักจะเอาแต่ใจตนเอง มักถูกตามใจจนเคยตัว 
  • แต่ถ้า ครอบครัวสอนให้รู้เหตุรู้ผล ลูกโทนจะมี ความเชื่อมั่นในตนเอง องอาจ นับถือตนเอง 
  • ความรับผิดชอบอาจน้อย เพราะต้องการอะไรก็มักจะได้โดยง่าย จึงไม่รู้ค่าของสิ่งที่มี
  • มีปัญหาด้านการปรับตัวทางสังคม มากกว่าเด็กที่มีพี่น้องมาก
Adler ไม่ยึดถือ ลำดับการเกิด ว่าเป็นผลต่อบุคลิกภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเชื่อว่า ประสบการณ์พิเศษของแต่ละคนที่เกิดจากครอบครัวก็ยังมีผลต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพอีกด้วย และถ้าลำดับการเกิดทิ้งช่วงห่างกันมากๆ ก็ไม่จำเป็นที่ว่าเด็กจะมีลักษณะตามลำดับดังที่กล่าวไปแล้ว นอกจากนี้เพศของเด็กก็ยังมีความสำคัญต่อพฤติกรรมและบุคลิกภาพของเด็กด้วย

ถ้าเราอยากจะให้ลูกของเรามีพัฒนาการอย่างวิถีชีวิตที่สร้างสรรค์ (Style of life & Creative life) ก็ทำได้โดย 
  1. เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ และให้เกียรติตามสมควร
  2. สอนให้รู้จักปรับตัว ปรับเปลี่ยนเป้าหมายได้ 
  3. สอนให้คิดว่าตนมีบทบาทต่อสังคม ช่วยสร้างประโยชน์ในสังคมให้เกิดขึ้นได้ (ตนมีคุณค่า)
พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ทำยังไงก็ได้ ให้ลูกมี "สุขภาพจิตที่ดี"

Adler ยังได้จัดแบ่งบุคคลออกเป็น 4 แบบ ด้วยกัน (ผู้อ่านก็คิดตามได้นะค่ะว่าตัวเองเป็นแบบไหน)
1.The Ruling Type
         คนที่อยู่ในประเภทนี้จะมีลักษณะ ไม่กล้า อยู่ในกฎเกณฑ์ แย่งที่จะแสดงตนเป็นคนดี
2.The Getting Type
         พวกนี้จะสนใจในตัวเอง ไม่สนใจผู้อื่น มีลักษณะที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน พวกนี้มักถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ
3.The Avoiding Type
         คนที่อยู่ในจำพวกนี้เวลาเจอปัญหาจะไม่เข้าชน มักหลีกเลี่ยงอยู่เสมอ และชอบอยู่คนเดียว
4. The Social Useful Type
         บุคคลนี้มักทำประโยชน์ต่อสังคมอยู่เสมอ 

ผุ้อ่านคงจะสงสัยว่าเรามีลักษณะอยู่ในทุกแบบเลย เพราะอะไร?  อาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ทุกคนมีคุณลักษณะนิสัยทุกแบบ แต่จะเน้นหนักเบาไปทางไหนก็แล้วแต่นิสัยอะไรที่เป็นจุดเด่นจนเป็นบุคลิกภาพของเราโดยเฉพาะ

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

จิตวิทยาทั่วไป : แนวคิิดจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic approach)


       ทุกคนต่างรู้จัก จิตใต้สำนึก (Unconscious mind) แต่คุณรู้จักคำๆนี้มากแค่ไหน บางคนอาจคิดว่ามันเป็นอำนาจเร้นลับ แต่เราลองมาดู ความหมายของมันในตามแนวคิดของ ซิกมัน ฟรอยด์ (Sigmund Freud)  กัน
        ฟรอยด์ อธิบายว่า จิตใจของมนุษย์แบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบ ได้แก่ Id , Ego, และ Super Ego  มีสภาพเหมือน ภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร และจิตใจนี้เองยังได้แบ่งตัวออกเป็น 2 ภาวะ คือ จิตระดับสำนึก(น้ำแข็งที่อยู่เหนือผิวน้ำ) และ จิตระดับใต้สำนึก (น้ำแข็งที่อยู่ใต้ผิวน้ำมีปริมาณมากว่าน้ำแข็งที่อยู่เหนือผิวน้ำและเราไม่สามารถระบุถึงปริมาณของมันได้)
จิตใต้สำนึกนี้เอง ขับเคลื่อนด้วยกลไกต่างๆ อันประกอบด้วย
1. แรงจูงใจ
2. อารมณ์(ที่ถูกเก็บกด)
3. ความรู้สึกนึกคิด
4. ความฝัน
5. ความจำ (เป็นความจำที่ฝังลึกเกินกว่าที่เราจะนึกถึงได้)
ฯลฯ
กลไกดังกล่าวทำให้ตัวของมันมีอิทธิพลต่อเรา ต่อจิตสำนึกของเรา ต่อพฤติกรรมของเราอย่างมาก
       พลังจิตใต้สำนึกที่ไม่มีโอกาสได้แสดงออกมา สามารถแปรรูปได้ และทำให้เกิดพฤติกรรมผิดปกติขึ้นอีกด้วย

จิตวิทยาบุคลิกภาพ (ทฤษฎี) : พัฒนาบุคลิกภาพ แนวExistentialism (ต่อ)


ปัญหาของยุคสมัยใหม่ในมุมองของ Existentialism ทำให้เราสูญเสีย

  1. มนุษย์เสียความเป็นตัวของตัวเอง เพราะ กังวลและรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อไม่ได้อยู่ในกลุ่ม กลัวไม่ถูกยอมรับไม่เป็นที่ชื่นชอบ ทำให้เราห่างจากตัวของเราเองมากขึ้น
  2. มนุษย์พยายามแยกเหตุผลกับอารมณ์ออกจากกัน เพราะเห็นว่าอารมณ์เป็นสิ่งไม่ดี ซึ่งจริงๆแล้วเมื่อมีปัญหามนุษย์จำเป็นจะต้องใช้ทั้งสองสิ่งนี้ในการแก้ไขปัญหานั้น
  3. ด้วยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมืองทำให้มนุษย์สูญเสียความรุ้สึกว่าตนไร้คุณค่าและศักดิ์ศรี
  4. สูญเสียความสัมพันธ์กับธรรมชาติ
  5. สูญเสียความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างมีวุฒิภาวะและความรัก 
        ความว่างเปล่าและความเหงา
        ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เราทำให้เรามีความรู้สึกว่าตัวเองว่างเปล่าและมีความเหงาไม่มากก็น้อย เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เราไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆรอบตัวได้เลย สิ่งที่เราทำได้จึงมีเพียงไม่กี่อย่างที่จะขจัดความรู้สึกดังกล่าวข้างต้น โดย
  1. จะต้องรู้จักจัดการกับตัวเองให้ได้ (Self-control) ใช้ทักษะและศักยภาพที่ตนมีในการควบคุมตัวเอง ปรับอารมณ์ของตัวเอง
  2. รู้จักดูแลเอาใจใส่ตัวเอง และผู้อื่น มีความรักให้กับคนรอบข้าง

         ดูเหมือนว่าแนวคิดทฤษฎี Existentialism จะไม่ได้มองเพียงแค่ตัวบุคคลที่สนใจเพียงคนเดียว แต่ยังสนใจความสัมพันธ์ทางกายและใจของคนรอบข้างด้วย เพราะเราไม่ได้เติบโตมาโดยลำพัง แต่พอเมื่อเราโตขึ้นเราจะต้องรู้จักมีวุฒิภาวะให้ได้(โดยแต่เดิมเชื่อว่าต้องมีการต่อต้านและปลดปล่อยตัวเองจากผู้ใหญ่ก่อนถึงจะมีวุฒิภาวะ)
          ปัจจุบันเชื่อว่า การเลี้ยงลูกแบบ Authoritative (การวางกฎเกณฑ์ที่ดี สอนด้วยเหตุผล ให้เสรีภาพตามสมควร) ลูกที่เติบโตมาก็สามารถมีวุฒิภาวะได้

          Rollo May ได้แบ่งพัฒนาการทางบุคลิกภาพไว้เป็น 4 ขั้นตอน
1.ขั้นตอนเด็ก
          เด็กจะไร้เดียงสาและไม่ตระหนักรู้ (Awareness) ในตนเอง
2.ขั้นต่อต้าน (Rebellion)
          เกิดขึ้นกับเด็กในช่วง 2 -3 ขวบ และ พบอีกครั้งในช่วงวัยรุ่น
3.ขั้นมีสติ (Ordinary consciousness of self)
          มีวุฒิภาวะ รู้จักเรียนรู้และยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองได้
4.ขั้นมีสติอย่างสร้างสรรค์ (Creative consciousness of self)
          มองเห็นความจริงอย่างกระจ่างแจ้ง คล้ายๆกับประสบการณ์ Peak Experience ของมาสโลว์ หรือ บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า (ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงจุดสุดยอดทางธรรม แต่หมายถึง เรื่องบางอย่างที่เราสนใจ หรือ เรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต)


วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552

จิตวิทยาบุคลิกภาพ (ทฤษฎี) : พัฒนาบุคลิกภาพ แนวExistentialism


Rollo May (1909-1994) คือเจ้าของทฤษฎีพัฒนาการบุคลิกภาพที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อจิตวิทยาแนว Existentialism และเป็นผู้เขียนหนังสือ Love and Will  ดังนั้นก่อนที่เราจะอธิบายทฤษฎี ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงประวัติของบุคคลท่านนี้อย่างคราวๆก่อน
      Rollo May เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1909 เมือง Ada รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ช่วงวัยเด็กของ May ค่อนข้างมีปัญหาเนื่องจากพ่อและแม่ได้หย่าร้างกัน และน้องสาวของเขาก็มีอาการผิดปกติทางจิตใจ
      May จบการศึกษา ปริญญาตรีทางศิลปศาสตร์จากวทยาลัย Oberlin ที่โอไฮโอ (1930) ต่อมาจบปริญญาตรีอีกใบทางด้านศาสนศาสตร์ จาก Union Theological Seminary จากนิวยอร์ก (ณ ที่นี้เขาได้เราอิทธิพลอย่างมากจากการเรียนด้านปรัชญา) และได้ปริญญาเอกทางจิตวิทยาคลินิก (Clinical Psychology) จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียด้วยงานวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความกังวล (Anxiety) ศึกษาประวัติของท่านเพิ่มเติมได้ที่นี้

ข้อคิดและหลักการของ Existentialism
           Existentialism เป็นความจริงทั่วไปเกี่ยวกับการดำรงอยู่ เกิดขึ้นตลอดชีวิต(ontology) ซึ่งเน้นที่ประสบการณ์เฉพาะของแต่ละคน หลีกเลี่ยงที่จะวิเคราะห์คนด้วยเหตุผลตามระบบตรรกะ และปฏิบัติต่อมนุษย์เหมือนสิ่งที่เป็นนามธรรม(abstract) วิธีการคือ การนำความคิดของคนไข้ เชื่อมกับ ความคิดเรื่องวิทยาศาสตร์
            ดังนั้นการศึกษาปัญหาของคนจากที่เป็นอยู่ไม่ใช่ไปจัดปัญหาให้เข้ากับวิธีการศึกษา หรือกล่าวได้ว่ามนุษย์เราจะต้องสร้างสมดุลระหว่างความเป็นอัตวิสัย (subjective) และวัตถุวิสัย(objective) และเกณฑ์เบื้องต้นในการศึกษาจะเน้นที่ความเป็นอัตวิสัย

คุณสมบัติของ Existentialism
  1. จุดแรกในการวิเคราะห์การดำรงอยู่ของมนุษย์ คือ ตัวมนุษย์เอง
  2. การที่เรามีเป้าหมายที่เราวางไว้ทำให้มีเสรีภาพเป็นแกนความคิดในการเข้าใจความเป็นไปและพัฒนาการของมนุษย์ ทำให้เรามีพัฒนาการแห่งตัวตน
  3. เน้นประสบการณ์ในปัจจุบัน และเชื่อว่าคนเรามองโลกอย่างอัตวิสัย ทั้งนี้เพราะต้องเจอกันความไม่แน่นอนตลอดชีวิต โดยเฉพาะความตาย สิ่งเหล่านี้เองทำให้บุคคลเลือกทางเดินของชีวิตเพื่อมุ่งสร้างความสำเร็จ
พัฒนาการของบุคลิกภาพ (ติดตามตอนต่อไปนะค่ะ)


วันอังคารที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552

จิตวิทยาทั่วไป : แนวคิิดจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic approach)


Sigmund Freud
(1856-1939)
บิดาจิตวิเคราะห์

แนวคิดจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic approach)

    สรุปโดยภาพรวมแนวคิดนี้พยายามอธิบายและศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ในแง่
  1. บุคคลได้รับผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่เป็นกายภาพ สังคม และวัฒนธรรม
  2. ประสบการณ์ในอดีตมีผลต่อพฤติกรรมปัจจุบันและอนาคต โดยเน้นว่าประสบการณ์วัยเด็กมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมต่างๆในวัยผู้ใหญ่ทั้งทางบวกและลบอย่างยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้
  3. ประสบการณ์จิตใต้สำนึก ควบคุมและบงการพฤติกรรมของบุคคล
  4. การพัฒนาการของมนุษย์มีขั้นตอนพัฒนา ไม่มีการข้ามขั้น ทุกขั้นตอนมีความสำคัญ (Critical Period) จะส่งผลในแง่ลบ (มากน้อยแล้วแต่บุคคล) ต่อพัฒนาการและบุคลิกภาพในช่วงวัยนั้นและในขั้นถัดๆไป (พัฒนาการทางบุคลิกภาพตามแนวคิดนี้มีทั้งหมด 5 ขั้น ......โปรดติดตาม)
  5. ให้คำอธิบบายพฟติกรรมที่ไร้เหตุผล และที่เบี่ยงเบนจากปกติ ได้ค่อนข้างชัดเจน
  6. ได้ข้อมูลส่วนใหญ่จากการศึกษาบุคคลที่มีปัญหาทางอารมณ์ ทางความคิด และบุคลิกภาพ



วัตถุประสงค์หลักของการศึกษาจิตวิทยา

  การศึกษาพฤติกรรมมนุษ์ในแง่มุมต่างๆ มีวัตถุประสงค์หลักอยู่ 3 ประการ ได้แก่
  1. เพื่ออธิบายหรือเข้าใจ พฤติกรรมของบุคคลและสังคม
  2. เพื่อทำนายพฤติกรรมของบุคคลและสังคม
  3. เพื่อควบคุมพฤิกรรมของบุคคลและสังคม




จิตวิทยาบุคลิกภาพ (ทฤษฎี) : SQ และ จริต 6



เชาวน์จิตอัจฉริยะ หรือ ความฉลาดทางจิตวิญญาณ (Spiritual Intelligence : SQ)
          คนส่วนใหญ่รู้จัก EQ (Emotional Quotation) กันมากและวันนี้เรามารู้จัก SQ กันค่ะ
          SQ เกี่ยวข้องกับความหมายและคุณค่าของชีวิต เป็นแง่มุมของการใช้ชีวิตให้เกิดคุณค่าและความหมายตามวิถีทางแต่ละคน เพราะแต่ละคนจะเกิดมาพร้อมลักษณะพื้นฐานทางจิตที่ไม่เหมือนกันนั่นคือ เราไม่ได้เกิดมาพื่อจะกระทำหรือบรรลุในสิ่งเดียวกัน ดังนั้นแต่ละคนจึงมีแรงขับทางจิตวิญญาณ (spiritual impulse) จากภายในคนละแบบ ทำให้เส้นทางชีวิตที่มี “คุณค่าและความหมาย” ของแต่ละคนแตกต่างกันไป และความฉลาดทางจิตวิญญาณจะเป็นรากฐานสำคัญยิ่งที่จะบ่งชี้ว่ามนุษย์คนนั้นจะใช้ IQ และ EQ ได้อย่างสร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพเพียงใด สุดท้ายทั้งสองสรุปว่านี่คือความฉลาดขั้นสุดยอด
         แนวความคิดเรื่อง SQ ความฉลาดชนิดนี้ได้เข้ามาเติมเต็มความฉลาดสองประเภทก่อนหน้าให้สมบูรณ์ในที่สุดและได้โซอาร์ และ มาร์แชล (Danah Zohar และ Ian Marshall คือ ผู้ที่นำทฤษฎีควอนตัมฟิสิกส์มาผนวกเข้ากับการทำความเข้าใจจิตสำนึกมนุษย์ ระบบสังคมและองค์กร อีกทั้งยังได้รับการกล่าวขวัญว่าจะเป็นหนึ่งในกูรูคนสำคัญด้านการบริหาร จัดการในยุคต่อไปอีกด้วย ) ใช้ดอกบัว 6 กลีบ เป็นสัญลักษณ์แทน ตัวตนของบุคคล (Self) ที่เป็นแหล่งพลังทั้งหมดของบุคคล ที่ก่อให้เกิด
  1. จินตนาการ
  2. ความคิดสร้างสรรค์
  3. ความเข้าใจในความหมายและคุณค่าของชีวิต
โซอาร์และมาร์แชลยังได้แบ่งดอกบัวออกเป็น 3 ชั้น
  • ชั้นนอก(ชั้นกลีบบัวทั้ง 6 กลีบ) หมายถึง อัตตา หรือ ego ของบุคคล (บอกลักษณะของบุคคลทั้ง 5 แบบ)
  • ชั้นกลาง(อยู่ระหว่างกลีบบัวและเกสรดอกบัว หมายถึง แรงจูงใจหรือแรงขับที่ทำให้เกิดลักษณะบุคลิกภาพในแต่ละแบบขึ้น
  • ชั้นใน(ชั้นเกสรดอกบัว) หมายถึง ตัวตนของบุคคล (Self)

ระดับชั้นของอัตตา (Ego)

อัตตา (Ego) ของบุคคลมีลักษณะดังต่อไปนี้
  1. พัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับสุดท้าย
  2. มีเหตุผลที่สุด
  3. มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานอย่างเป็นลำดับขั้นของทางเดินประสท และโปรแกรมสมอง
  4. บุคคลใช้ในการเรียนรู้ในการเผชิญและแสดงออกมาต่อคนอื่นและสถานการณ์ต่างๆ
  5. เป็นหน้ากากที่แสดงถึงบทบาทในชีวิตของบุคคลนั้น
  6. เป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของบุคคลที่พร้อมจะแสดงในสิ่งที่บุคคลเชื่อว่าเขาเป็นเช่นนั้น
  7. ประกอบด้วยบุคลิกภาพ 6 แบบ (J.L. Holland:American Psychologist) โดยมีพื้นฐานความสนใจและความสามารถของบุคคล




วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552

จิตวิทยาทั่วไป : แนะนำจิตวิทยา2 ตอน แนวคิดจิตวิทยา

    ครั้งก่อนได้แนะนำคราวๆเกี่ยวกับความหมายของจิตวิทยาให้ได้รู้จักไปแล้ว วันนี้เรามาทำความรู้จักกับแนวคิดของจิตวิทยาที่สำคัญในปัจจุบันกัน ซึ่งมีหลากหลายแนวคิดมากๆ เนื่องจากถ้าจะต้องให้อธิบายพฤติกรรมของใครคนใดคนหนึ่งเราคงไม่สามารถนำเอาทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งไปอธิบายทุกพฤติกรรมได้ นักจิตวิทยาปัจจุบันเองก็พยายามอธิบายพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์จากมุมมองหลายด้าน (Eclectic approaches) และหลายแนวคิดเช่นกัน


แนวคิดจิตวิทยาที่สำคัญมีดังต่อไปนี้
  1. แนวคิดจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic approach)
  2. แนวคิดพฤติกรรมนิยม (Behavioral appoach)
  3. แนวคิดมนุษย์นิยม (Humanistic appoach)
  4. แนวคิดเชิงรู้คิด (Cognitive appoach)
  5. แนวคิดด้านการประมวลข้อมูลข่าวสาร (Information processing model)
  6. แนวคิดเชิงประสาทและชีวภาพ (Neurobiological approach)
ครั้งหน้าเราจะเจาะลึกในแต่ละแนวคิดกันนะค่ะ




วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2552

จิตวิทยาทั่วไป : แนะนำจิตวิทยา1

จิตวิทยา-ความหมาย
     ถ้าพูดถึงจิตวิทยา คุณอยากให้คำนิยามของคำๆนี้ว่ายังไง?
     หลายคนบอกว่ามันคือ การอ่านใจคน การรู้ความคิดผู้อื่น การสะกดจิต หรือแม้กระทั่งการควบคุมคนอื่น แต่สำหรับวงการจิตวิทยาแล้ว ได้ให้ความหมายไว้หลายแบบ โดยแบ่งความหมายเป็นยุคๆ ดังนี้
ยุคแรกของจิตวิทยาให้ความหมายคำนี้ว่าเป็น "การศึกษากระบวนการทำงานของจิต" (Mental activites)
ต้นศตวรรษที่ 20 (ช่วงปี 1930-1960)นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) บอกว่า จิตวิทยาคือ "การศึกษาพฤติกรรมทั้งมนุษย์และสัตว์อื่น ( กลุ่มนี้ทำการทดลองพฤติกรรมกับสัตว์เพื่อนำพฤติกรรมดังกล่าวมาอธิบายมนุษย์ จึงถือว่า พฤติกรรมของสัตว์เป็นเรื่องที่น่าศึกษา)  ปัจจุบัน จิตวิทยา ได้มีความหมายว่าคือ "ศาสตร์ที่ศึกษาทั้งพฤติกรรมและกระบวนการทางจิตต ด้วยระบบวิธีเชิงวิทยาศาสตร์ (The scientific study of behavior and mental processes) ด้วยความหมายนี้จึงทำให้จิตวิทยาเป็นที่ยอมรับมากขึ้น
      ศาสตร์จิตวิทยา เป็นองค์รวมความรู้ที่มีแนวร่วมระหว่างศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทุกวันนี้ จิตวิทยาจะมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องในทุกแวดวงสาขาวิชา อาชีพ และยังเป็นเรื่องที่คนไทยเองก็หันมาให้ความสนใจกันมากขึ้นอีกด้วย







วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

คนขายของ.....ขายของไม่ได้

เปิดร้านขายบรรจุภัณฑ์มาจะ 3 เดือนแหละ
ด้วยความไฟแรงของเด็กจบใหม่อย่างเรา แต่ทุนไม่มี ก็เลยจิ๊กเงินทุนที่บ้านมาลง......ชีวิตยิ่งกว่าแขวนอยู่บนเส้นด้ายมากๆ ตอนนี้ยังไม่เครียดเลยหาอะไรที่มีประโยชน์ทำ แล้วจะเป็นเรื่องอะไรต่อไปเรามาดูกัน