วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แบบทดสอบขำๆ : บางสิ่งที่คุณ...คาดไม่ถึง




มาทดสอบสมองของคุณกันหน่อย 

แล้วคุณจะรู้ว่า มันไม่หมูอย่างที่คิด 



cid:_1_05AE100005AE0CDC00070EFC4725762C

ลองนับข้อความด้านล่างต่อไปนี้ว่ามีอักษร F อยู่กี่ตัว 
นับหนเดียวนะครับ ตั้งใจให้ดี... 

FINISHED  FILES ARE THE RE
SULT OF YEARS OF SCIENTI
FIC STUDY  COMBINED WITH
THE EXPERIENCE OF YEARS... 
  






คุณนับได้เท่าไหร่ค่ะ 






ถ้าคุณนับแล้วไม่ได้ ตัว คุณผิดครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ผมให้โอกาสคุณกลับไปนับใหม่นะครับ เอ้าลองดู... 











เหตุผลที่คุณนับไม่ได้ เพราะ สมองของคุณไม่สามารถรับคำว่า OF หลาย ๆ ตัวในเวลาเดียวกันได้ 

cid:_1_05AE1CD405AE0CDC00070EFC4725762C






แต่หากคุณนับได้ ตัว ตั้งแต่ครั้งแรก คุณค่อนข้างมีสมองที่ดีเลิศดั่งอัจฉริยะเลยทีเดียว 

cid:_2_05AE21B005AE0CDC00070EFC4725762C



หากคุณนับได้ ตัว ถือว่าสมองของคุณปราดเปรื่อง 
หากคุณนับได้ ตัว ถือว่าค่อนข้างดีครับ 
แต่หากนับได้ ตัว อย่าเสียใจ เพราะถือว่าสมองอยู่ในขั้นธรรมดา 
แต่หากนับได้ หรือ ตัว ผมว่านอกจากต้องเช็คสมองแล้ว ยังต้องเช็คสายตาด้วยนะครับ

ส่งเรื่องนี้ไปให้เพื่อนลองทดสอบดู 
แล้วเพื่อนคุณจะรู้สึก แปลก กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา.

 credit:forward mail

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

จิตวิทยาบุคลิกภาพ (ทฤษฎี) : พัฒนาบุคลิกภาพ แนว จิตวิเคราะห์



จิตวิทยาบุคลิกภาพ กลุ่ม จิตวิเคราะห์ มีนักจิตวิทยาที่สำคัญๆ 3 ท่าน ได้แก่

  1. Alfred Adler
  2. Karen Horney
  3. Harry Stack 
โดยวันนี้เราขอกล่าวเอาทฤษฎีของคุณ Alfred Adler เป็นอันดับแรกก่อน


Alfred Adler (1870-1937) 



    แนวคิดที่คุณ Adler เชื่อเกี่ยวกับมนุษย์คือ
มนุษย์ต่อสู้เพื่อความสมบูรณ์แบบ
มนุษย์มีเป้าหมายของชีวิต
ต่อสู้เพื่อลบปมด้อย
พฤติกรรมเกิดจากเป้าหมายของชีวิต (ความคิดนำพฤติกรรม)
มนุษย์มีแรงผลักดันให้ทำสิ่งที่ดียิ่งๆขึ้น

เป้าหมายของชีิวิตตามแนวคิดของ Adler มี 2 ช่วง
       ช่วงแรก คือ เป้าหมายแห่งการมีอำนาจ และเป้าหมายช่วงสุดท้ายคือ ความเหนือกว่า (superior) เป้าหมายที่ต้องการความเหนือกว่าตัวนี้นี่เองที่ทำให้มนุษย์ดำเนินชีวิตไปทางที่ดีหรือไม่ก็ได้

       นอกจากเป้าหมายในชีวิตแล้ว มนุษย์ยังประกอบไปด้วยจิตใจ ซึ่งสุขภาพจิตของเรายังขึ้นอยู่กับสังคมที่เราอยู่อาศัย ถ้าเรามีสังคมดี สุขภาพจิตเราก็จะดี ถ้าเราอยู่ในสังคมที่ไม่น่าอยู่ สุขภาพจิตเราก็จะแย่ ตัวสุขภาพจิตที่ดีหรือไม่ดี จึงมีผลต่อมุมมองที่เรามีต่อปมด้อยของเรา และเราจะตะเกียดตะกายต่อสู้กับมันหรือไม่ก็ยังขึ้นอยู่กับค่าของสังคม สังคมยิ่งมีความซับซ้อน เราก็ยิ่งต่อสู้มาก ผลของปมด้อยจึงส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมมาสู่เรา แต่จะดีหรือร้ายก็แล้วแต่บุคคลนั้นๆด้วย

       ปมด้อยของเรามาจากตัวเรา ความคิดของเรา เราสามารถมองสิ่งต่างๆให้เป็นปมด้อยได้ ทั้งนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นจริงแต่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดของตัวเราเอง

(กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ตัวทฤษฎีของ Adler จึงมีปัญหาเกี่ยวกับความไม่รู้จักพอของมนุษย์ มนุษย์ดูเหมือนว่ามีความต้องการตลอดเวลา)

        แล้วมนุษย์สร้างบุคลิกภาพของตัวเองจากอะไร?
       Adler บอกว่า มนุษย์นั่นสร้างบุคลิกภาพของตันเองจาก ประสบการณ์ และ สิ่งที่ได้รับจากบรรพบุรุษ (เป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่ นิสัย ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม เป็นต้น ) แล้วหล่อหลอมเข้ากับตัวตน สร้างสรรค์บุคลิกของตนเอง(Creative life) และมีวิถีชีวิตเฉพาะ(Style of life)ของตัวเอง (Adler ไม่ได้มองมนุษย์แบบเหมารวม แต่มองเป็นปัจเจก)

ต่อไปนี้ขอกล่าวถึงพัฒนาการทางบุคลิกภาพตามแนวของ Adler แบบละเอียดกันดีกว่าค่ะ

          คงพูดไม่ได้ว่าเราเป็นผู้ใหญ่ (จะใหญ่น้อยใหญ่มากก็แล้วแต่) อย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร ถ้าเราไม่เคยผ่านวัยเด็กของเรามาเลย ในช่วงตอนเราเป็นเด็ก โดยส่วนมากแล้วเราก็จะได้รับอะไรหลายๆอย่างจากพ่อหรือแม่ของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ท่านสอน หรือ สิ่งที่ท่านแสดงออก เราจะรับรู้ได้โดยตรง หรือ เก็บมาจำโดยไม่ตั้งใจ ต่างมีผลต่อเราแทบทั้งสิ้น จุดๆนี้เองที่ทำให้ท่านมีบทบาทสำคัญมากๆในการที่จะ support หรือ destroy การพัฒนาวิึึถีชีวิตของลูกตัวเอง พูดได้ว่าประสบการณ์ที่เราได้รับจากท่านเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

          แล้วเคยสงสัยมั้ยว่าทำไม? พี่ๆ น้องๆ ของเราถึงได้เราการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน หรือ เคยสงสัยมั้ย? ว่าการที่เราเป็นลูกคนเดียว ทำไม ถึงไม่เหมือนกับเพื่อนที่มีพี่น้องหลายคน

Adler บอกว่า ลำดับการเกิด (Birth order) มีผลต่อการปฏิบัติที่พ่อแม่มีให้ เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พ่อแม่จะปฏิบัติต่อลูกทุกคนได้เหมือนกันๆ เพราะลูกก็ไม่ใช่คนเดียวกัน เวลา สถานที่ สิ่งแวดล้อม สภาพการณ์ ก็ไม่เหมือนกัน ทำให้ลูกได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันไปด้วย


ลักษณะของเด็กตามลำดับที่เกิด

1.ลูกคนแรก
  • เกิดมาก็เป็นศูนย์กลางของความสนใจ ได้รับความสนอกสนใจจากพ่อแม่ อาจจะรวมถึงญาติๆด้วย หากเป็นหลานคนแรก เพราะอยู่ในช่วงที่ยังไม่มีน้องคนไหนเกิดตามมาก 
  • การที่รับความสนใจ จึงทำให้ลูกคนแรกรู้จักถึงเรื่องอำนาจมากที่สุด และยังเอาอำนาจตัวนี้มาปรับใช้กับน้องๆที่ตามมาด้วย แต่จะเกิดความรู้สึกสูญเสียอำนาจเมื่อมีน้องคนรองเกิดตามมา
  • ได้รับแรงกดดันมากกว่าน้องๆ
  • ลูกคนแรกยังได้ชื่อว่าเป็น จักรพรรดิผู้ถูกโค่น
2.ลูกคนกลาง
  • ด้วยความที่พี่คนโตได้รับทั้งความสนใจ และ โตมาก่อน ทำให้น้องคนนี้อยากจะเอาชนะ และ อยากแข่งขันให้เท่าเทียมพี่
3.ลูกคนสุดท้าย
  • มีแนวโน้มที่จะเอาแต่ใจมากที่สุด ช่างประจบ ชอบให้คนอื่นช่วยเหลือ 
  • ได้รับความรักจากพ่อแม่และพี่ๆ ค่อนข้างมาก ถ้าเลี้ยงดีก็จะดีมากแต่ถ้าเลี้ยงตามใจมากเด็กอาจเสียในที่สุด
4.ลูกคนเดียว
  • มักจะเอาแต่ใจตนเอง มักถูกตามใจจนเคยตัว 
  • แต่ถ้า ครอบครัวสอนให้รู้เหตุรู้ผล ลูกโทนจะมี ความเชื่อมั่นในตนเอง องอาจ นับถือตนเอง 
  • ความรับผิดชอบอาจน้อย เพราะต้องการอะไรก็มักจะได้โดยง่าย จึงไม่รู้ค่าของสิ่งที่มี
  • มีปัญหาด้านการปรับตัวทางสังคม มากกว่าเด็กที่มีพี่น้องมาก
Adler ไม่ยึดถือ ลำดับการเกิด ว่าเป็นผลต่อบุคลิกภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเชื่อว่า ประสบการณ์พิเศษของแต่ละคนที่เกิดจากครอบครัวก็ยังมีผลต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพอีกด้วย และถ้าลำดับการเกิดทิ้งช่วงห่างกันมากๆ ก็ไม่จำเป็นที่ว่าเด็กจะมีลักษณะตามลำดับดังที่กล่าวไปแล้ว นอกจากนี้เพศของเด็กก็ยังมีความสำคัญต่อพฤติกรรมและบุคลิกภาพของเด็กด้วย

ถ้าเราอยากจะให้ลูกของเรามีพัฒนาการอย่างวิถีชีวิตที่สร้างสรรค์ (Style of life & Creative life) ก็ทำได้โดย 
  1. เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ และให้เกียรติตามสมควร
  2. สอนให้รู้จักปรับตัว ปรับเปลี่ยนเป้าหมายได้ 
  3. สอนให้คิดว่าตนมีบทบาทต่อสังคม ช่วยสร้างประโยชน์ในสังคมให้เกิดขึ้นได้ (ตนมีคุณค่า)
พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ทำยังไงก็ได้ ให้ลูกมี "สุขภาพจิตที่ดี"

Adler ยังได้จัดแบ่งบุคคลออกเป็น 4 แบบ ด้วยกัน (ผู้อ่านก็คิดตามได้นะค่ะว่าตัวเองเป็นแบบไหน)
1.The Ruling Type
         คนที่อยู่ในประเภทนี้จะมีลักษณะ ไม่กล้า อยู่ในกฎเกณฑ์ แย่งที่จะแสดงตนเป็นคนดี
2.The Getting Type
         พวกนี้จะสนใจในตัวเอง ไม่สนใจผู้อื่น มีลักษณะที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน พวกนี้มักถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ
3.The Avoiding Type
         คนที่อยู่ในจำพวกนี้เวลาเจอปัญหาจะไม่เข้าชน มักหลีกเลี่ยงอยู่เสมอ และชอบอยู่คนเดียว
4. The Social Useful Type
         บุคคลนี้มักทำประโยชน์ต่อสังคมอยู่เสมอ 

ผุ้อ่านคงจะสงสัยว่าเรามีลักษณะอยู่ในทุกแบบเลย เพราะอะไร?  อาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ทุกคนมีคุณลักษณะนิสัยทุกแบบ แต่จะเน้นหนักเบาไปทางไหนก็แล้วแต่นิสัยอะไรที่เป็นจุดเด่นจนเป็นบุคลิกภาพของเราโดยเฉพาะ

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

จิตวิทยาทั่วไป : แนวคิิดจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic approach)


       ทุกคนต่างรู้จัก จิตใต้สำนึก (Unconscious mind) แต่คุณรู้จักคำๆนี้มากแค่ไหน บางคนอาจคิดว่ามันเป็นอำนาจเร้นลับ แต่เราลองมาดู ความหมายของมันในตามแนวคิดของ ซิกมัน ฟรอยด์ (Sigmund Freud)  กัน
        ฟรอยด์ อธิบายว่า จิตใจของมนุษย์แบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบ ได้แก่ Id , Ego, และ Super Ego  มีสภาพเหมือน ภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในมหาสมุทร และจิตใจนี้เองยังได้แบ่งตัวออกเป็น 2 ภาวะ คือ จิตระดับสำนึก(น้ำแข็งที่อยู่เหนือผิวน้ำ) และ จิตระดับใต้สำนึก (น้ำแข็งที่อยู่ใต้ผิวน้ำมีปริมาณมากว่าน้ำแข็งที่อยู่เหนือผิวน้ำและเราไม่สามารถระบุถึงปริมาณของมันได้)
จิตใต้สำนึกนี้เอง ขับเคลื่อนด้วยกลไกต่างๆ อันประกอบด้วย
1. แรงจูงใจ
2. อารมณ์(ที่ถูกเก็บกด)
3. ความรู้สึกนึกคิด
4. ความฝัน
5. ความจำ (เป็นความจำที่ฝังลึกเกินกว่าที่เราจะนึกถึงได้)
ฯลฯ
กลไกดังกล่าวทำให้ตัวของมันมีอิทธิพลต่อเรา ต่อจิตสำนึกของเรา ต่อพฤติกรรมของเราอย่างมาก
       พลังจิตใต้สำนึกที่ไม่มีโอกาสได้แสดงออกมา สามารถแปรรูปได้ และทำให้เกิดพฤติกรรมผิดปกติขึ้นอีกด้วย

จิตวิทยาบุคลิกภาพ (ทฤษฎี) : พัฒนาบุคลิกภาพ แนวExistentialism (ต่อ)


ปัญหาของยุคสมัยใหม่ในมุมองของ Existentialism ทำให้เราสูญเสีย

  1. มนุษย์เสียความเป็นตัวของตัวเอง เพราะ กังวลและรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อไม่ได้อยู่ในกลุ่ม กลัวไม่ถูกยอมรับไม่เป็นที่ชื่นชอบ ทำให้เราห่างจากตัวของเราเองมากขึ้น
  2. มนุษย์พยายามแยกเหตุผลกับอารมณ์ออกจากกัน เพราะเห็นว่าอารมณ์เป็นสิ่งไม่ดี ซึ่งจริงๆแล้วเมื่อมีปัญหามนุษย์จำเป็นจะต้องใช้ทั้งสองสิ่งนี้ในการแก้ไขปัญหานั้น
  3. ด้วยความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการเมืองทำให้มนุษย์สูญเสียความรุ้สึกว่าตนไร้คุณค่าและศักดิ์ศรี
  4. สูญเสียความสัมพันธ์กับธรรมชาติ
  5. สูญเสียความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างมีวุฒิภาวะและความรัก 
        ความว่างเปล่าและความเหงา
        ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับมนุษย์เราทำให้เรามีความรู้สึกว่าตัวเองว่างเปล่าและมีความเหงาไม่มากก็น้อย เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต เราไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆรอบตัวได้เลย สิ่งที่เราทำได้จึงมีเพียงไม่กี่อย่างที่จะขจัดความรู้สึกดังกล่าวข้างต้น โดย
  1. จะต้องรู้จักจัดการกับตัวเองให้ได้ (Self-control) ใช้ทักษะและศักยภาพที่ตนมีในการควบคุมตัวเอง ปรับอารมณ์ของตัวเอง
  2. รู้จักดูแลเอาใจใส่ตัวเอง และผู้อื่น มีความรักให้กับคนรอบข้าง

         ดูเหมือนว่าแนวคิดทฤษฎี Existentialism จะไม่ได้มองเพียงแค่ตัวบุคคลที่สนใจเพียงคนเดียว แต่ยังสนใจความสัมพันธ์ทางกายและใจของคนรอบข้างด้วย เพราะเราไม่ได้เติบโตมาโดยลำพัง แต่พอเมื่อเราโตขึ้นเราจะต้องรู้จักมีวุฒิภาวะให้ได้(โดยแต่เดิมเชื่อว่าต้องมีการต่อต้านและปลดปล่อยตัวเองจากผู้ใหญ่ก่อนถึงจะมีวุฒิภาวะ)
          ปัจจุบันเชื่อว่า การเลี้ยงลูกแบบ Authoritative (การวางกฎเกณฑ์ที่ดี สอนด้วยเหตุผล ให้เสรีภาพตามสมควร) ลูกที่เติบโตมาก็สามารถมีวุฒิภาวะได้

          Rollo May ได้แบ่งพัฒนาการทางบุคลิกภาพไว้เป็น 4 ขั้นตอน
1.ขั้นตอนเด็ก
          เด็กจะไร้เดียงสาและไม่ตระหนักรู้ (Awareness) ในตนเอง
2.ขั้นต่อต้าน (Rebellion)
          เกิดขึ้นกับเด็กในช่วง 2 -3 ขวบ และ พบอีกครั้งในช่วงวัยรุ่น
3.ขั้นมีสติ (Ordinary consciousness of self)
          มีวุฒิภาวะ รู้จักเรียนรู้และยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองได้
4.ขั้นมีสติอย่างสร้างสรรค์ (Creative consciousness of self)
          มองเห็นความจริงอย่างกระจ่างแจ้ง คล้ายๆกับประสบการณ์ Peak Experience ของมาสโลว์ หรือ บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า (ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงจุดสุดยอดทางธรรม แต่หมายถึง เรื่องบางอย่างที่เราสนใจ หรือ เรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต)


วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552

จิตวิทยาบุคลิกภาพ (ทฤษฎี) : พัฒนาบุคลิกภาพ แนวExistentialism


Rollo May (1909-1994) คือเจ้าของทฤษฎีพัฒนาการบุคลิกภาพที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อจิตวิทยาแนว Existentialism และเป็นผู้เขียนหนังสือ Love and Will  ดังนั้นก่อนที่เราจะอธิบายทฤษฎี ข้าพเจ้าขอกล่าวถึงประวัติของบุคคลท่านนี้อย่างคราวๆก่อน
      Rollo May เกิดเมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1909 เมือง Ada รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา ช่วงวัยเด็กของ May ค่อนข้างมีปัญหาเนื่องจากพ่อและแม่ได้หย่าร้างกัน และน้องสาวของเขาก็มีอาการผิดปกติทางจิตใจ
      May จบการศึกษา ปริญญาตรีทางศิลปศาสตร์จากวทยาลัย Oberlin ที่โอไฮโอ (1930) ต่อมาจบปริญญาตรีอีกใบทางด้านศาสนศาสตร์ จาก Union Theological Seminary จากนิวยอร์ก (ณ ที่นี้เขาได้เราอิทธิพลอย่างมากจากการเรียนด้านปรัชญา) และได้ปริญญาเอกทางจิตวิทยาคลินิก (Clinical Psychology) จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียด้วยงานวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับความกังวล (Anxiety) ศึกษาประวัติของท่านเพิ่มเติมได้ที่นี้

ข้อคิดและหลักการของ Existentialism
           Existentialism เป็นความจริงทั่วไปเกี่ยวกับการดำรงอยู่ เกิดขึ้นตลอดชีวิต(ontology) ซึ่งเน้นที่ประสบการณ์เฉพาะของแต่ละคน หลีกเลี่ยงที่จะวิเคราะห์คนด้วยเหตุผลตามระบบตรรกะ และปฏิบัติต่อมนุษย์เหมือนสิ่งที่เป็นนามธรรม(abstract) วิธีการคือ การนำความคิดของคนไข้ เชื่อมกับ ความคิดเรื่องวิทยาศาสตร์
            ดังนั้นการศึกษาปัญหาของคนจากที่เป็นอยู่ไม่ใช่ไปจัดปัญหาให้เข้ากับวิธีการศึกษา หรือกล่าวได้ว่ามนุษย์เราจะต้องสร้างสมดุลระหว่างความเป็นอัตวิสัย (subjective) และวัตถุวิสัย(objective) และเกณฑ์เบื้องต้นในการศึกษาจะเน้นที่ความเป็นอัตวิสัย

คุณสมบัติของ Existentialism
  1. จุดแรกในการวิเคราะห์การดำรงอยู่ของมนุษย์ คือ ตัวมนุษย์เอง
  2. การที่เรามีเป้าหมายที่เราวางไว้ทำให้มีเสรีภาพเป็นแกนความคิดในการเข้าใจความเป็นไปและพัฒนาการของมนุษย์ ทำให้เรามีพัฒนาการแห่งตัวตน
  3. เน้นประสบการณ์ในปัจจุบัน และเชื่อว่าคนเรามองโลกอย่างอัตวิสัย ทั้งนี้เพราะต้องเจอกันความไม่แน่นอนตลอดชีวิต โดยเฉพาะความตาย สิ่งเหล่านี้เองทำให้บุคคลเลือกทางเดินของชีวิตเพื่อมุ่งสร้างความสำเร็จ
พัฒนาการของบุคลิกภาพ (ติดตามตอนต่อไปนะค่ะ)