จิตวิทยาบุคลิกภาพ กลุ่ม จิตวิเคราะห์ มีนักจิตวิทยาที่สำคัญๆ 3 ท่าน ได้แก่
- Alfred Adler
- Karen Horney
- Harry Stack
โดยวันนี้เราขอกล่าวเอาทฤษฎีของคุณ Alfred Adler เป็นอันดับแรกก่อน
แนวคิดที่คุณ Adler เชื่อเกี่ยวกับมนุษย์คือ
มนุษย์ต่อสู้เพื่อความสมบูรณ์แบบ
มนุษย์มีเป้าหมายของชีวิต
ต่อสู้เพื่อลบปมด้อย
พฤติกรรมเกิดจากเป้าหมายของชีวิต (ความคิดนำพฤติกรรม)
มนุษย์มีแรงผลักดันให้ทำสิ่งที่ดียิ่งๆขึ้น
เป้าหมายของชีิวิตตามแนวคิดของ Adler มี 2 ช่วง
ช่วงแรก คือ เป้าหมายแห่งการมีอำนาจ และเป้าหมายช่วงสุดท้ายคือ ความเหนือกว่า (superior) เป้าหมายที่ต้องการความเหนือกว่าตัวนี้นี่เองที่ทำให้มนุษย์ดำเนินชีวิตไปทางที่ดีหรือไม่ก็ได้
นอกจากเป้าหมายในชีวิตแล้ว มนุษย์ยังประกอบไปด้วยจิตใจ ซึ่งสุขภาพจิตของเรายังขึ้นอยู่กับสังคมที่เราอยู่อาศัย ถ้าเรามีสังคมดี สุขภาพจิตเราก็จะดี ถ้าเราอยู่ในสังคมที่ไม่น่าอยู่ สุขภาพจิตเราก็จะแย่ ตัวสุขภาพจิตที่ดีหรือไม่ดี จึงมีผลต่อมุมมองที่เรามีต่อปมด้อยของเรา และเราจะตะเกียดตะกายต่อสู้กับมันหรือไม่ก็ยังขึ้นอยู่กับค่าของสังคม สังคมยิ่งมีความซับซ้อน เราก็ยิ่งต่อสู้มาก ผลของปมด้อยจึงส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมมาสู่เรา แต่จะดีหรือร้ายก็แล้วแต่บุคคลนั้นๆด้วย
ปมด้อยของเรามาจากตัวเรา ความคิดของเรา เราสามารถมองสิ่งต่างๆให้เป็นปมด้อยได้ ทั้งนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเป็นจริงแต่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดของตัวเราเอง
(กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ตัวทฤษฎีของ Adler จึงมีปัญหาเกี่ยวกับความไม่รู้จักพอของมนุษย์ มนุษย์ดูเหมือนว่ามีความต้องการตลอดเวลา)
แล้วมนุษย์สร้างบุคลิกภาพของตัวเองจากอะไร?
Adler บอกว่า มนุษย์นั่นสร้างบุคลิกภาพของตันเองจาก ประสบการณ์ และ สิ่งที่ได้รับจากบรรพบุรุษ (เป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่ นิสัย ความเป็นอยู่ วัฒนธรรม เป็นต้น ) แล้วหล่อหลอมเข้ากับตัวตน สร้างสรรค์บุคลิกของตนเอง(Creative life) และมีวิถีชีวิตเฉพาะ(Style of life)ของตัวเอง (Adler ไม่ได้มองมนุษย์แบบเหมารวม แต่มองเป็นปัจเจก)
ต่อไปนี้ขอกล่าวถึงพัฒนาการทางบุคลิกภาพตามแนวของ Adler แบบละเอียดกันดีกว่าค่ะ
คงพูดไม่ได้ว่าเราเป็นผู้ใหญ่ (จะใหญ่น้อยใหญ่มากก็แล้วแต่) อย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร ถ้าเราไม่เคยผ่านวัยเด็กของเรามาเลย ในช่วงตอนเราเป็นเด็ก โดยส่วนมากแล้วเราก็จะได้รับอะไรหลายๆอย่างจากพ่อหรือแม่ของเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ท่านสอน หรือ สิ่งที่ท่านแสดงออก เราจะรับรู้ได้โดยตรง หรือ เก็บมาจำโดยไม่ตั้งใจ ต่างมีผลต่อเราแทบทั้งสิ้น จุดๆนี้เองที่ทำให้ท่านมีบทบาทสำคัญมากๆในการที่จะ support หรือ destroy การพัฒนาวิึึถีชีวิตของลูกตัวเอง พูดได้ว่าประสบการณ์ที่เราได้รับจากท่านเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
แล้วเคยสงสัยมั้ยว่าทำไม? พี่ๆ น้องๆ ของเราถึงได้เราการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน หรือ เคยสงสัยมั้ย? ว่าการที่เราเป็นลูกคนเดียว ทำไม ถึงไม่เหมือนกับเพื่อนที่มีพี่น้องหลายคน
Adler บอกว่า
ลำดับการเกิด (Birth order) มีผลต่อการปฏิบัติที่พ่อแม่มีให้ เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พ่อแม่จะปฏิบัติต่อลูกทุกคนได้เหมือนกันๆ เพราะลูกก็ไม่ใช่คนเดียวกัน เวลา สถานที่ สิ่งแวดล้อม สภาพการณ์ ก็ไม่เหมือนกัน ทำให้ลูกได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมือนกันไปด้วย
ลักษณะของเด็กตามลำดับที่เกิด
1.ลูกคนแรก
- เกิดมาก็เป็นศูนย์กลางของความสนใจ ได้รับความสนอกสนใจจากพ่อแม่ อาจจะรวมถึงญาติๆด้วย หากเป็นหลานคนแรก เพราะอยู่ในช่วงที่ยังไม่มีน้องคนไหนเกิดตามมาก
- การที่รับความสนใจ จึงทำให้ลูกคนแรกรู้จักถึงเรื่องอำนาจมากที่สุด และยังเอาอำนาจตัวนี้มาปรับใช้กับน้องๆที่ตามมาด้วย แต่จะเกิดความรู้สึกสูญเสียอำนาจเมื่อมีน้องคนรองเกิดตามมา
- ได้รับแรงกดดันมากกว่าน้องๆ
- ลูกคนแรกยังได้ชื่อว่าเป็น จักรพรรดิผู้ถูกโค่น
2.ลูกคนกลาง
- ด้วยความที่พี่คนโตได้รับทั้งความสนใจ และ โตมาก่อน ทำให้น้องคนนี้อยากจะเอาชนะ และ อยากแข่งขันให้เท่าเทียมพี่
3.ลูกคนสุดท้าย
- มีแนวโน้มที่จะเอาแต่ใจมากที่สุด ช่างประจบ ชอบให้คนอื่นช่วยเหลือ
- ได้รับความรักจากพ่อแม่และพี่ๆ ค่อนข้างมาก ถ้าเลี้ยงดีก็จะดีมากแต่ถ้าเลี้ยงตามใจมากเด็กอาจเสียในที่สุด
4.ลูกคนเดียว
- มักจะเอาแต่ใจตนเอง มักถูกตามใจจนเคยตัว
- แต่ถ้า ครอบครัวสอนให้รู้เหตุรู้ผล ลูกโทนจะมี ความเชื่อมั่นในตนเอง องอาจ นับถือตนเอง
- ความรับผิดชอบอาจน้อย เพราะต้องการอะไรก็มักจะได้โดยง่าย จึงไม่รู้ค่าของสิ่งที่มี
- มีปัญหาด้านการปรับตัวทางสังคม มากกว่าเด็กที่มีพี่น้องมาก
Adler ไม่ยึดถือ ลำดับการเกิด ว่าเป็นผลต่อบุคลิกภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเชื่อว่า ประสบการณ์พิเศษของแต่ละคนที่เกิดจากครอบครัวก็ยังมีผลต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพอีกด้วย และถ้าลำดับการเกิดทิ้งช่วงห่างกันมากๆ ก็ไม่จำเป็นที่ว่าเด็กจะมีลักษณะตามลำดับดังที่กล่าวไปแล้ว นอกจากนี้เพศของเด็กก็ยังมีความสำคัญต่อพฤติกรรมและบุคลิกภาพของเด็กด้วย
ถ้าเราอยากจะให้ลูกของเรามีพัฒนาการอย่างวิถีชีวิตที่สร้างสรรค์ (Style of life & Creative life) ก็ทำได้โดย
- เลี้ยงลูกอย่างเข้าใจ และให้เกียรติตามสมควร
- สอนให้รู้จักปรับตัว ปรับเปลี่ยนเป้าหมายได้
- สอนให้คิดว่าตนมีบทบาทต่อสังคม ช่วยสร้างประโยชน์ในสังคมให้เกิดขึ้นได้ (ตนมีคุณค่า)
พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ทำยังไงก็ได้ ให้ลูกมี "สุขภาพจิตที่ดี"
Adler ยังได้จัดแบ่งบุคคลออกเป็น 4 แบบ ด้วยกัน (ผู้อ่านก็คิดตามได้นะค่ะว่าตัวเองเป็นแบบไหน)
1.The Ruling Type
คนที่อยู่ในประเภทนี้จะมีลักษณะ ไม่กล้า อยู่ในกฎเกณฑ์ แย่งที่จะแสดงตนเป็นคนดี
2.The Getting Type
พวกนี้จะสนใจในตัวเอง ไม่สนใจผู้อื่น มีลักษณะที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน พวกนี้มักถูกเลี้ยงมาอย่างตามใจ
3.The Avoiding Type
คนที่อยู่ในจำพวกนี้เวลาเจอปัญหาจะไม่เข้าชน มักหลีกเลี่ยงอยู่เสมอ และชอบอยู่คนเดียว
4. The Social Useful Type
บุคคลนี้มักทำประโยชน์ต่อสังคมอยู่เสมอ
ผุ้อ่านคงจะสงสัยว่าเรามีลักษณะอยู่ในทุกแบบเลย เพราะอะไร? อาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ทุกคนมีคุณลักษณะนิสัยทุกแบบ แต่จะเน้นหนักเบาไปทางไหนก็แล้วแต่นิสัยอะไรที่เป็นจุดเด่นจนเป็นบุคลิกภาพของเราโดยเฉพาะ